>> Main Menu <<

 
  • Home
  •  
  • Beauty
  •  
  • Exercise
  •  
  • Webboard
  •  
  • Contact
  • Slide 1
    Slide 2
    Slide 3
     

    จัดการกับแผลฟกช้ำอย่างไร ให้ถูกวิธี

     

      เรื่องผิวหนังฟกช้ำดำเขียว มักเกิดจากความเซ่อซ่าป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ไปเดินเตะโต๊ะ เก้าอี้ (ที่วางไว้เฉย ๆ) จนขาเขียว หรือบางทีก็เป็นอุบัติเหตุที่สุดวิสัยจริง ๆ รอยช้ำนี้เกิดจากการฉีกขากของเส้นเลือดใต้ผิวหนัง แต่ทำให้เลือดไหลซึมมายังเนื้อเยื่อที่อยู่รอบ ๆ มองจากผิวหนังด้านนอกจึงเป็นรอยคล้ำ ๆ ม่วง ๆ เขียว ๆ ซึ่งจะว่าไปมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ถ้าจะมีร่องรอยฟกช้ำเหลือไว้ให้ดูต่างหน้าบ้าง ถึงแม้ว่ามันจะม่วงช้ำจนดูน่ากลัวก็เถอะ เพราะความจริงเราสามารถดูแลรักษามันได้ง่ายมาก ๆ และไม่ซับซ้อนอะไรเลยด้วย แต่หากคุณละเลยการดูแลรักษาเล็ก ๆ นี้ไป ไม่แน่ว่ารอยฟกช้ำนี้อาจทำให้คุณหมดสวยเอาได้ง่าย ๆ เพราะว่ามันจะทำให้สีผิวบริเวณเกิดรอยช้ำ เข้มคล้ำว่าส่วนอื่น ๆ มองไปแล้วก็ไม่เนียนตา แม้ว่าจะค่อย ๆ หายไปได้เอง แต่ก็ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน สู้มาดูแลรักษาให้ถูกวิธีกันตั้งแต่เนิ่น ๆ ดีกว่าเนอะ



    วิธีปฐมพยาบาลแผลฟกช้ำที่มีอาการผิวหนังบวมร่วมด้วย

    การประคบเย็น เป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่เหมาะสมที่สุด เพื่อช่วยให้เส้นเลือดที่ฉีกขาดหดตัว จึงช่วยลดการกระจายตัวของเลือดที่ไปคั่งค้างบริเวณเนื้อเยื่อใกล้เคียงได้ ทำให้รอยฟกช้ำไม่ขยายวงกว้างนั่นเอง ใช้น้ำแข็งห่อด้วยผ้า ประคบบริเวณที่เป็นไว้ 15 นาที ทำได้บ่อย ๆ และควรทำเช่นนี้ติดต่อกันใน 2 วันแรกที่เกิดรอยช้ำ

    นอกจากนี้ให้งดใช้กล้ามเนื้อ หรือเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนนั้นชั่วคราว เพื่อให้แผลได้พักผ่อน จะได้หายไว เพราะการเคลื่อนไหวออกแรงที่อวัยวะนั้น จะทำให้เลือดสูบฉีด เลือดจึงไหลออกไปคั่งที่ผิวหนังมากขึ้น อาการปวดยิ่งเพิ่ม รอยช้ำก็ยิ่งเข้ม และหายช้าลง แต่หากเลี่ยงการเคลื่อนไหวไม่ได้จริง ๆ ควรหาผ้าที่มีความยืดหยุ่นพันทับไว้ เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหว รวมถึงจำกัดปริมาณเลือดที่ไหลเวียนในบริเวณนั้นด้วย

    การรักษาอาการที่ตามมา

    อาการปวดบวมมักเกิดตามมาร่วมกับรอยฟกช้ำ ซึ่งนับเป็นเรื่องปกติ คุณสามารถระงับอาการปวดได้โดยการกินยาแก้ปวด หรือยาทาเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่สามารถบรรเทาอาการปวดได้ ตัวยา อะเซตาไมโนเฟน (acetaminophen) ดีสำหรับรอยช้ำเช่นนี้ เพราะช่วยทั้งบรรเทาปวด และไม่ให้เลือดแข็งตัวเป็นก้อน แต่ควรหลีกเลี่ยง แอสไพริน (aspirin) และ ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) เพราะจะยิ่งทำให้เลือดหยุดไหลช้า นอกจากนี้การรับประทานวิตามินเค ยังช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซับเลือดได้ดียิ่งขึ้น จึงช่วยลดวงกว้างของรอยฟกช้ำได้ ทั้งนี้มียาทาหลายขนานที่มีส่วนผสมของวิตามินเค และสามารถหาซื้อได้โดยไม่ต้องอาศัยใบสั่งยาจากแพทย์

    ในวันที่ 3 ของการรักษา ให้ทำการประคบอุ่น วันละหลาย ๆ ครั้ง จะช่วยให้รอยฟกช้ำหายเร็วขึ้น แผลช้ำที่ได้รับการดูแลรักษาเช่นนี้ ควรจะหายดีได้ภายใน 7-10 วัน ระหว่างนั้นคุณอาจต้องอาศัยการใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดรอยช้ำ หรือการใช้เครื่องสำอางเพื่อปรับสีผิวให้เนียนเสมอกัน ช่วยพรางสายตาไปก่อน

    แต่หากดูแลรักษาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 2 อาทิตย์ หรือยิ่งรู้สึกปวดเจ็บมากขึ้น ถึงเวลานี้คุณควรไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน เพราะอาการบาดเจ็บที่มีอาจรุนแรงกว่าที่ปรากฏทางผิวหนังก็เป็นได้ค่ะ

     
    บทความในหมวดเดียวกัน
    ปัสสาวะบอกโรค ลองสังเกตดูสิ
    6 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับสุขภาพในหน้าหนาว
    เมื่อผดผื่นเล็กๆถามหา!
    นั่งเก้าอี้อย่างไรไม่ปวดหลัง
    6 วิธีการหลีกเลี่ยงความง่วง ขณะอ่านหนังสือ
    อาหารต้านภัยจากคอม
    9 นิสัย ที่ทำให้อ้วน
    15 นาทีเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
     
    Share
    เปิดอ่าน 2198 ครั้ง 
     
     บทความที่เกี่ยวข้อง
    จัดการกับแผลฟกช้ำอย่างไร ให้ถูกวิธี
    ปัสสาวะบอกโรค ลองสังเกตดูสิ
    6 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับสุขภาพในหน้าหนาว
    เมื่อผดผื่นเล็กๆถามหา!
    นั่งเก้าอี้อย่างไรไม่ปวดหลัง
    6 วิธีการหลีกเลี่ยงความง่วง ขณะอ่านหนังสือ
    อาหารต้านภัยจากคอม
    9 นิสัย ที่ทำให้อ้วน
    15 นาทีเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
    3 เทคนิคเบื้องต้น สังเกตตัวเองเรื่อง ‘สายตาเอียง’
     
     บทความที่ถูกเปิดอ่านบ่อย
    โรคเครียด (Psychosomatic Disorders)
    โรคกระเพาะ
    กฎทองของการทำผมไปงานแต่งงาน
    น้ำสตรอเบอรี่ปั่น
    สุขภาพเล็บบอกโรคได้
    การอ่านผลตรวจเลือด
    การกระโดดเชือก
    ประโยชน์ของปลาทู
    แก้ปัญหารูขุมขนกว้าง
    ปัญหาเด็กติดเกมส์
    Home  |  Beauty  |  Exercise  |  Webboard  |  Contact
    Copyright © 2010 Healththai.com. All Rights reserve.